15-12-255410-54-01

 

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์ http://www.ajarnbank.com/

   เมื่อ กล่าวถึงร้านร้อยเยน อาจารย์เชื่อว่าหลายๆคนทั้งที่เรียนภาษาญี่ปุ่น และไม่เรียนภาษาญี่ปุ่นทุกๆคนแทบจะต้องรู้จักกันอยู่แล้วนะครับ  โดย ร้านร้อยเยนหรือ 100円ショップนั้น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยร้านร้อยเยนที่ญี่ปุ่นนี้ เกิดในภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มถดถอยลง ขณะที่ธุรกิจด้านอื่นนั้นพลอยแย่ไปตามๆกัน ธุรกิจร้านร้อยเยนก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  เพื่อตอบสนองกับผู้บริโภคที่มีรายได้ลดลง 
พูด ถึงร้านร้อยเยนแล้ว คนไทยทั่วๆ ไปก็คงจะไปนึกถึงร้านที่มีชื่อว่า ไดโซะ (Daiso) เนื่องจากร้านนี้มีสาขาอยู่ที่เมืองไทยเป็นจำนวนมาก คนไทยบางคนอาจจะนึกว่าร้านร้อยเยน กับร้าน ไดโซะ (Daiso) นั้นเป็นร้านเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลยนะครับ  ไดโซะ (Daiso)เป็นเพียงแค่ชื่อร้านที่ขายของชนิดร้อยเยนเท่านั้น  ยัง มีอีกหลายร้านนะครับที่ไม่ใช่ไดโซะแต่เป็นร้านร้อยเย็นเหมือนกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายอาจารย์จึงสรุปร้านร้อยเยนที่ญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงมาให้ดูกันนะครับ


   ปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจร้านร้อยเยนนั้นกล่าวกันว่ามีมากกว่า20บริษัท และมีสาขาอยู่ทั้งประเทศญี่ปุ่น
มากกว่า3000แห่ง สำหรับบริษัทใหญ่ๆที่ดำเนินธุรกิจร้าน100เยนในญี่ปุ่นนั้นก็ได้แก่

 

 1.บริษัทไดโซ ซังเงียว จำกัด  เปิดร้านภายใต้แบรนด์ที่คนไทยอย่างเราคุ้นเคยที่สุดคือ ダイソー (Daiso)

 

j-daiso


รูปตัวอย่างร้านร้อยเยน จากบริษัทไดโซ ซังเงียว จำกัด


2. บริษัทแคนดู จำกัด เปิดร้านภายใต้แบรนด์ キャン・ドゥ (Can Do)

 

tenpo_cando


รูปตัวอย่างร้านร้อยเยน จากบริษัทแคนดู

 

3. บริษัทSeriaจำกัด  เปิดร้านภายใต้แบรนด์  (セリア生活良品館)

 

100-seria


รูปตัวอย่างร้านร้อยเยน จากบริษัทSeria


4. บริษัทO3  เปิดร้านภายใต้แบรนด์  ( (100Yen Shop Shiruku)

 

100-O3


รูปตัวอย่างร้านร้อยเยน จากบริษัท O3


5. บริษัท Lawsonเปิดร้านภายใต้แบรนด์  ローソンSTORE100
รูปตัวอย่างร้านร้อยเยน จากบริษัท Lawson ที่เป็นยักษใหญ่แห่งวงการคอมบินี ก็มาเข้าร่วมธุรกิจร้านร้อยเยนเช่นกัน

 

img_859562_43861475_8


   โดยมีบริษัทไดโซเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุด มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า1700แห่ง มีส่วนแบ่งในตลาด
ธุรกิจร้าน100เยน60-70% ในปี2001บริษัทไดโซทำกำไรได้มากกว่า2000ล้านเยนเลยทีเดียวและ
ในปีเดียวกันนั้นบริษัทแคนดู ยังได้นำธุรกิจร้าน100เยนก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกอีกด้วย


   เกี่ยวกับการใช้บริการร้าน100เยนในญี่ปุ่นของบริษัทเดนทสึพบว่าจากกลุ่มแม่บ้าน100คน มากกว่า80% นั้นนิยมไปร้าน100 เยน


   ตามปกติร้าน100เยนทั่วไปนั้นจะมีสินค้าประมาณ5000ถึง6000ชนิด ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆนั้นจะมีมาก
กว่าหมื่นอย่างเลยทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นแค่เดินดูของที่มีอยู่ละลานตาในร้านก็สนุกแล้ว คนที่เข้าไปในร้าน 100เยนเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีของอะไรบ้าง แต่ยังไงก็ลองเข้าไปสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร เพราะ ถูกดี เผื่อมีอะไรดีๆ อีกอย่างหลายๆคนคงยอมรับว่าการช็อปปิ้งนั้นเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่งนะครับ เอกลักษณ็ของร้านร้อยเยนนั้น ก็คือ การ ที่มีของแปลกๆ ที่เราไม่คิดว่าจะมีคนทำขึ้นมานั้นอยู่ ทำให้นอกจากการชอปปิ้งของถูกแล้ว การเข้าไปดูของที่แปลกๆก็เป็นอีกหนึ่งความเพลิดเพลินของการเดินร้านร้อยเย นเช่นกัน


   ใน ตอนหน้า อย่าพลาดกับการเจาะลึกสินค้าจากร้านร้อยเยนนะครับ ที่ทางอาจารย์และทีมงานจะพาไปเจาะลึกว่ามีอะไรบ้าง และมีอะไรที่แปลกๆน่าสนใจบ้าง ติดตามกันจากทางหน้าเวปเลยนะครับ

 

เนื้อเรื่องโดย  อาจารย์แบงค์

ภาพประกอบโดย ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์ www.ajarnbank.com

kimono

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์ http://www.ajarnbank.com/

   ชุดกิโมโน(着物)เป็นชุดแต่งกายประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น มีประวัติความเป็นมาช้านาน


   โดย ถ้าพูดถึงชุดกิโมโน(着物) อย่างแรกที่หลายๆคนนึกถึงก็คือความสง่าที่เพรียบพร้อมไปด้วยความสวยงามของ ชุดนะครับ อาจารย์เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาว หรือหญิงสาวเหลือน้อย คงจะต้องคิดว่าอยากจะลองใส่ดูสักครั้งในชีวิต และถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกเป็นแน่


   แต่ ใครจะรู้บ้างว่า กิโมโนนั้นมีการสวมใส่ที่ยากมาก จนคนญี่ปุ่นบางคนหลายคนพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นชุดที่ใส่คนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนมาช่วยใส่ โดยคันจิในภาษาญี่ปุ่นของคำว่ากิโมโน จะมาจาก คันจิสองตัวมารวมกันนั่นก็คือ 着る(V2)= สวมใส่ และคันจิตัว 物(N)= สิ่งของ นำมารวมกันคือ สิ่งของที่ใช้สวมใส่ ก็เลยออกมาเป็นชุดกิโมโนที่เราเห็นกันนะครับ


   ส่วนประกอบของกิโมโนนั้นก็จะเป็นตามรูปที่อาจารย์นำมาให้ดู และแปลภาษาไทยเอาไว้แล้วด้านล่างนะครับ

 

kimono-2


   ประวัติ ของชุดกิโมโนนั้น มีมาอย่างยาวนานมากในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเฮอัน หรือตรงกับ ค.ศ. 794-1192 ( ประมาณ พ.ศ. 1337-1735 )ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสมัยนารา ( ค.ศ. 710-794 ) ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียว กันไปเลย พอมาถึงสมัยเฮอัน ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโน ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดยุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ หยิบมาคลุมตัวได้ทันที ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ ถ้าหนาวๆ ใช้ผ้าหนา ถ้าเป็นฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปใช้ผ้าบางๆความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่ หลายไปอย่างรวดเร็ว โดยวงการแฟชั่นสมัยนั้น ผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสานกันด้วยสีต่างๆให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและชนชั้นทาง สังคมถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่องสี มากที่สุด

   ต่อ มาในยุคเอโดะ ( ค.ศ. 1600-1868 ) ช่วงที่โชกุนโตกูกาวาปกครองญี่ปุ่น ในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเอง เรียกว่าเป็น "ชุดเครื่องแบบ" เลยด้วยซ้ำชุดที่ใส่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ชุดกิโมโน ชุดคามิชิโม ตัดเย็บด้วยผ้าลินินใส่คลุมชุดกิโมโนเพื่อให้ไหล่ดูตั้ง และกางเกงขายาวที่ดูเหมือนกระโปงแยกชิ้นชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบ มาก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

   สมัย ต่อมา ในยุคเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติรุนแรงมาก ชาวแดนปลาดิบ จึงเริ่มเปลี่ยนไปใส่เสื้อสากลมากขึ้น และจะใส่ชุดกิโมโน เมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการเท่านั้น

   ใน ปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะแต่งกายแบบสากล ผู้ที่สวมกิโมโนในชีวิตประจำวันก็จะมีเพียงผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะญี่ปุ่นแต่โบราณเท่านั้น หรือไม่ก็อาจจะสวมเฉพาะในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานฉลองการบรรลุนิติภาวะ งานปีใหม่ ฯลฯ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่สามารถสวมชุดกิโมโนได้เองจึงมีน้อย ถึงขนาดจัดเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของ "การเตรียมตัวเพื่อเป็นเจ้าสาว" ของสตรี

 

kimono-kosumosu_child-753-70035

 

ตัวอย่างชุดกิโมโนที่วางขายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่มีราคาสูงถึง4-5หมื่นบาท


   ดัง นั้นคนญี่ปุ่นคนใดถ้าใครที่อยากจะเป็นกุลสตรีแล้ว ก็ต้องฝึกแต่งชุดกิโมโนให้เนี้ยบและคล่อง จะถือว่าหญิงคนดังกล่าวมีความเป็นกุลสตรี และเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆญี่ปุ่นเลยทีเดียว

   สุด ท้ายอาจารย์นำตัวอย่างการแต่งชุดกิโมโนที่ถูกต้องมาให้ดูกันนะครับ ค่อนข้างมีอุปกรณ์ต่างๆที่เยอะและวุ่นวายมาก ดังนั้นใครที่อยากจะใส่นั้น คงจะต้องลองฝึกดูวิธีการใส่ไปก่อน ไม่แน่นะครับว่า อาจจะมีหนุ่มๆญี่ปุ่นเดินเข้ามาบอกว่าคุณเป็นกุลสตรีที่เพรียบพร้อมมาก ก็อาจจะเป็นได้…

 

   


เนื้อเรื่องโดย  อาจารย์แบงค์

รูปภาพโดย ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์

edit @ 1 Dec 2011 15:59:55 by ichigo

20091030230725

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์ http://www.ajarnbank.com/

บทความพิเศษประจำวันศุกร์สุดสัปดาห์


   金曜日!特集 自動販売機!日本人には普通のことだがタイ人には普通じゃない? ตู้ขายของอัตโนมัติที่ญี่ปุ่น เรื่องแปลกสำหรับคนไทย??


   *** หมายเหตุ เนื่องจากทางสถาบันเป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น และเพื่อเป็นการเสริมความรู้ภาษาญี่ปุ่นของผู้อ่าน อาจารย์จะขอแทรกภาษาญี่ปุ่นรวมถึงคันจิในบางคำ รวมถึงขออนุญาตไม่เขียนเสียงอ่านภาษาญี่ปุ่นแบบคาราโอเกะที่เป็นภาษาไทยที่ หลายๆคนชอบเขียนกัน เช่น 花 = ฮานะ ซึ่งเป็นการเรียนที่ผิด เพื่อให้การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นไปอย่างถูกวิธี และให้ผู้เรียนฝึกอ่านคันจิให้ได้มากขึ้น


   自動販売機(じどうはんばいき)หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ตู้ขายของอัตโนมัตินั้น เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในเมืองไทยเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยของเรา มีร้านขายของ(八百屋) รวมถึงร้านแผงลอย 屋台(やたい)มากมาย ทำให้สะดวกในการซื้อหาของต่างๆมากมาย แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้น เราจะพบ自動販売機 หรือ ตู้ขายของอัตโนมัตินั้นวางเรียงรายอยู่ตามถนนหนทางมากมาย เรียกได้ว่าเยอะมากกว่าคนขายของซะอีก ซึ่ง สาเหตุดังกล่าวถ้าเป็นบุคคลที่ได้สัมผัสญี่ปุ่นมานานและรู้จริงเกี่ยวกับ ประเทศญี่ปุ่นจะรู้ว่า สาเหตุที่ประเทศญี่ปุ่นมีตู้ขายของอัตโนมัติเยอะ เนื่องจาก ค่าแรงที่ญี่ปุ่นต่อคนนั้นแพงมาก การใช้ตู้ขายของจึงคุ้มกว่าการจ้างคนมานั่งขายของ ซึ่งต่างกับเมืองไทยที่อัตราค่าจ้างรายวันนั้นถูก ประมาณ 220 บาทต่อวัน ถ้าอินเทรนตอนนี้ก็คือ 300 บาท นะครับ 笑)


   จากที่อาจารย์ได้กล่าวไปแล้วด้านบนว่า ค่าแรงหรือค่าจ้างที่ญี่ปุ่นแพงมาก โดยที่โตเกียวจะประมาณ  1000 เยน ต่อชั่วโมง และที่ต่างจังหวัด หรือ田舎(いなか)บ้านนอก จะประมาณ 650-700 เยน ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงนิยมการใช้ตู้ขายของ หรือระบบที่ไม่ใช้คนเป็นจำนวนมาก  อย่าง เช่นในลานจอดรถที่ญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่า ไม่มีคนเก็บค่าจอดรถ แต่ใช้เครื่องเก็บแทน ดังรูป ด้านล่างที่เอามาให้ดูกันนะครับ

 

keb-money

รูปตัวอย่างตู้เก็บเงินณลานจอดรถที่ประเทศญี่ปุ่น


   นอก จากนี้ ปั้มน้ำมันที่ญี่ปุ่นบางแห่ง จะลดค่าน้ำมันให้ถูกกว่าที่อื่นๆ โดยการลด cost ไม่จ้างเด็กปั้ม ดังรูปตัวอย่างที่อาจารย์ลงไว้นะครับ

 

sdsdlsdldl

 

รูปปั้มนำมันตัวอย่างที่ใช้ตู้หยอดเหรียญแทนการใช้เด็กปั้มแบบคนไทย


   จาก รูปด้านบนคงจะเห็นกันแล้วนะครับว่าคนญี่ปุ่น ชอบการใช้ตู้ขายของอัตโนมัติแค่ไหน เราลองมาดู ตู้ขายของอัตโนมัติในแบบอื่นๆ กันบ้างนะครับ หลายๆอย่างที่บ้านเราก็มี แต่หลายๆอย่างก็จะมีเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ลองไปดูกันเลยครับ


   1. แบบแรกเป็นตู้ทั่วๆไป ขายน้ำอัดลม ที่เมืองไทยก็มีตู้ในลักษณะนี้เช่นกัน

 

water-fff

 

ตู้ขายนำอัดลมทั่วไป

 

   2. ตู้ขายเบียร์ แบบนี้ที่ไทยคงห้ามขาย ขนาดโฆษณาเหล้าเบียร์ยังเซนเซอร์ แต่สำหรับที่ญี่ปุ่นแล้ว มาตั้งกันเป็นตู้ให้เห็นจะๆเลย อาจารย์แถมนิดนึงนะครับว่า ที่ญี่ปุ่นจะดื่มเหล้าได้ ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น งั้นไม่มีสิทธิ์นะครับ

 

2dde616a1bbee2f28bd4-LL

 

ตู้ขายเบียร์อัตโนมัติ ดึกๆอยากดื่มเบียร์มากดได้ที่เครื่องนี้

 

   3. ตู้ขายขนมหมี Lotte รวมขนมหมีทุกรส หลากหลายสีสัน คงถูกใจคนที่ชอบขนมนี้มากๆนะครับ

 

10426914

 

รูปตู้อัตโนมัติขนมหมี ขนมยอดฮิตตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปีจจุบัน

 

   4. ตู้ขายขนมขบเคี้ยวทั่วไป รวมไปถึงของเล่นเด็ก ไม่ต้องเมื่อเดินไปถึงร้านคอมบินี สามารถซื้อได้ที่ตู้นี้เลยครั

 

9bbb06d0e6768d5757ffba9813d0d683

 

นึกจากขนมแล้วยังมีข้าวด้วย  ดึกๆใครหิวๆก็มาที่ตู้นี้ได้นะครับ

 

    5. ตู้กดกาแฟหลากหลายยี่ห้อ รวมไปถึงบริการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไสตล์คนญี่ปุ่น ถ้าเอาถ้วยไปคืนในตู้ด้านขวาแล้วจะได้เงินคืนมาด้วยนะครับ ถือว่าเป็นแรงจูงใจให้คนคืนถ้วยได้ดีทีเดียว

 

coffeerecyclemach

 

ตู้ซ้ายคือตู้ขายกาแฟ ส่วนตู้ขวาที่เล็กกว่าคือตู้คืนแก้ว โดยถ้าเอาแก้วไปคืนจะได้เงินคืนกลับมา

 

   6. ตู้ขายราเมง  ดูรูปแล้วน่ากินทีเดียว

 

ramenmachine

 

ตู้ขายราเมง ที่ญี่ปุ่นสามารถซื้อราเมงได้จากตู้ด้วยนะครับ

 

   7. ตู้ขายไอติม ใครเคยอยู่ที่ญี่ปุ่นคงเห็นกันจนชินตา ตู้นี้จะขายดีในหน้าร้อน เดือน 7-9 นะครับ

 

5c593979f51deed255ce0dae96c4c165

 

รูปตัวอย่างตู้ขายไอศครีมชื่อดังแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

 

   8. ตู้กดข้าวสาร ตู้แบบนี้ก็มีด้วย มีข้าวสารหลายยี่ห้อให้เลือก ตั้งแต่ข้าวราคาสูง จนถึงข้าวราคาต่ำ โดยส่วนมากจะกำหนให้กดทีละ 10kg เป็นอย่างต่ำ

 

1246889269

 

รูปตัวอย่างตู้อัตโนมัติกดข้าวสาร ในรูปเขียนไว้ว่าให้กดทีละ 10kg กดทีคงไหล่ทรุดกันเป็นแน่

 

   9. ตู้สีข้าวหยอดเหรียญ สำหรับชาวนาที่ต้องการสีข้าว

 

ricemillmach1

 

รูปตัวอย่างโรงสีข้าวหยอดเหรียญ์ขนาดเล็ก

 

   10. ตู้ดอกไม้หยอดเหรียญ เลือกได้ตามใจชอบ ถ้ามีที่ไทยแบบนี้บ้าง ร้านดอกไม้คงจะไม่ค่อยชอบตู้นี้กันนะครับ

 

e0121844_2345688

 

รูปตัวอย่างตู้ขายดอกไม้หยอดเหรียญอัตโนมัติ หัวคิดดีจริงๆ

 

   11. ตู้ขายถ่านไฟฉายอัตโนมัติ ตู้นี้ไม่ค่อยได้เห็นกันเท่าไรในปัจจุบัน เพราะอุปกรณ์หลายๆเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่แทนถ่านไฟฉาย

 

mini_national

 

รูปตัวอย่างตู้ขายถ่านไฟฉายอัตโนมัติ ดูเหมือนจะไม่ค่อยคุ้มกับค่าวางตู้เท่าไรนัก

 

   12. ตู้ขายโอเด้งกระป๋อง มีทั้งแบบร้อนและแบบเย็น กดปุ้ปเทใส่ชาม กินได้ทันที

 

odeng

 

รูปตัวอย่างตู้ขายถ่านโอเด้งกระป๋องอัตโนมัติ เหมาะกับตอนหิวๆจริงๆ

 

   13. ตู้ขาย Pringles อัตโนมัติ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีกับเขาด้วย แต่ถ้าพูดถึงมันฝรั่ง Pringles ต้องยอมรับว่าที่ญี่ปุ่นมีรสแปลกๆมากมาย ใครได้ไปลองไปซื้อดูนะครับ

 

450px-Pringles_machine

 

รูปตัวอย่างตู้ขายมันฝรั่งแผ่น Pringles อัตโนมัติ

 

   14. ตู้ขายน้ำจิ้ม 焼肉 (yakiniku) หรือน้ำจิ้มเนื้อย่าง อัตโนมัติ หลายๆคนเห็นแล้วคิดในใจว่า น้ำจิ้มมันขายดีขนาดนี้เลยหรือ

 

kkkkkssdsdsd

 

รูปตัวอย่างตู้ขายน้ำจิ้ม 焼肉 (yakiniku) อัตโนมัติ ไม่น่าเชื่อว่ามีด้วย ถ้าเป็นบ้านเราคงเป็นตู้ขายนำจิ้มไก่อัตโนมัติเป็นแน่

 

   15. ตู้ขายร่มอัตโนมัติ ตู้นี้ใครเอามาขายเมืองไทยน่าจะดี เพราะถ้าฝนตกคงมีคนมาใช้บริการเยอะแน่ๆ

 

umbreallamach1

 

รูปตัวอย่างตู้ขายร่มอัตโนมัติ สำหรับคนที่ไม่มีร่มตอนฝนตก

 

เนื้อเรื่องโดย  อาจารย์แบงค์

ภาพโดย  ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอาจารย์แบงค์ www.ajarnbank.com